2026
ไวล์ดเอดเปิดตัวโฆษณาตัวใหม่ชวนทุกคนเป็น Team Shark ย้ำโอกาสสำคัญไม่ต้องมีเมนูฉลาม
18 มีนาคม 2569 – องค์กรไวล์ดเอด (WildAid) เปิดตัวโฆษณารณรงค์ชิ้นล่าสุด “TeamShark” ภายใต้โครงการรณรงค์ #ฉลองไม่ฉลาม เพื่อลดความต้องการบริโภคฉลามในประเทศไทย ซึ่งองค์กรได้ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่พ.ศ. 2560 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของฉลามที่มีต่อท้องทะเล และลดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากฉลามในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการรับประทานเมนูฉลามกับครอบครัวในร้านอาหาร ซึ่งผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทยปี 2566 โดยองค์กรไวล์ดเอด พบว่าเป็นวาระโอกาสที่คนไทยในเขตเมืองบริโภคหูฉลามมากที่สุด
Team Shark ชวนทุกคนร่วมกันปกป้องฉลามได้ในทุก ๆ วัน ผ่านโฆษณารณรงค์ที่เล่าเรื่องราวของครอบครัวหนึ่งที่สั่งหูฉลามมาฉลองเนื่องในวันเกิดของพ่อ แต่ทันทีที่ลูกสาวโพสต์รูปฉลองกับหูฉลามลงบนโซเชียลมีเดีย คอมเมนต์จำนวนมากก็หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อนจากทั้งเพื่อนและคนรอบตัว สะท้อนให้เห็นว่า มีผู้คนมากมายที่พร้อมจะตั้งคำถาม บอกต่อความสำคัญของฉลาม และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการบริโภคเมนูฉลามให้ผู้บริโภคได้รับรู้ ท้ายที่สุดโฆษณาต้องการสื่อว่า ทุกคนสามารถเป็น ‘ทีมชาร์ค’ ด้วยการไม่กินหูฉลาม ไม่สั่งเมนูฉลาม และไม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากฉลาม เพราะการปกป้องฉลาม คือการปกป้องระบบนิเวศทางทะเล
แม้ว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การบริโภคหูฉลามในไทยมีแนวโน้มลดลง จากผลการสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย พ.ศ. 2566 โดยองค์กรไวล์ดเอด และยังพบว่าความตระหนักรู้เกี่ยวกับผลกระทบจากการบริโภคฉลามเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้คนจำนวนไม่น้อยยังรู้สึกว่าเรื่องดังกล่าวอาจเป็นเรื่องไกลตัว การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ฉลามหรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมจึงต้องอาศัยการรณรงค์อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน อิทธิพลทางสังคมยังมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทัศนคติและพฤติกรรมของผู้คน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ การยอมรับจากสังคม และคุณค่าที่ตนยึดถือ
วรัญญู ศรเศรษฐ์สกุล ผู้อำนวยการบริหารแผนกสร้างสรรค์ บริษัท BBDO Bangkok เอเจนซี่โฆษณาผู้อยู่เบื้องหลังโฆษณา Team Shark กล่าวว่า “ในยุคที่ผู้บริโภคใช้ชีวิตอยู่ทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์ ‘ภาพลักษณ์’ และ ‘ตัวตน’ ในสายตาของสังคมกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสำคัญมากขึ้น เราพบว่าเมื่อผู้คนเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด การรับปริญญา หรือการขึ้นบ้านใหม่ และโพสต์ภาพการฉลองด้วยเมนูฉลาม หลายครั้งเจ้าของโพสต์อาจทำไปด้วยความภาคภูมิใจ โดยไม่ได้ตระหนักว่าการกระทำนั้นอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในวันนี้คือเสียงสะท้อนจากสังคม เมื่อผู้คนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามและแสดงจุดยืนว่า การบริโภคฉลามไม่ใช่สิ่งที่ควรภาคภูมิใจอีกต่อไป ปรากฏการณ์นี้สะท้อนว่าบรรทัดฐานทางสังคมกำลังเปลี่ยนแปลง และพลังจากสังคมสามารถมีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้การไม่บริโภคฉลามกลายเป็นสิ่งที่ได้รับการยอมรับและภาคภูมิใจ ซึ่งแนวคิดนี้เองเป็นจุดตั้งต้นของการพัฒนาแคมเปญรณรงค์ในครั้งนี้” คุณวรัญญู กล่าว

ด้วยเหตุนี้ การรณรงค์ขององค์กรไวล์ดเอดจึงไม่เพียงมุ่งสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของการบริโภคฉลาม แต่ยังทำให้การอนุรักษ์ฉลามเป็นเรื่องที่ผู้คนสามารถมีส่วนร่วมได้ในทุกวัน เพื่อกระตุ้นให้สังคมเห็นว่า การเลือกที่จะไม่บริโภคและไม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากฉลามสะท้อนคุณค่าเชิงบวก และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ทุกคนจึงร่วมเป็น “Team Shark” ได้ง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน เพียงไม่กินหูฉลาม ไม่สั่งเมนูจากฉลาม และไม่สนับสนุนผลิตภัณฑ์จากฉลาม
ฉลามมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ล่าที่อยู่ในลำดับต้น ๆ ของห่วงโซ่อาหาร พวกมันช่วยควบคุมประชากรสัตว์น้ำอื่น ๆ ไม่ให้มีมากหรือน้อยเกินไปเพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศทะเล และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพโดยรวม แต่ปัจจุบัน 1 ใน 3 ของชนิดพันธุ์ปลาฉลามและกระเบนทั่วโลกตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากการทำประมงมากเกินขนาด เพราะความต้องการนำทุกชิ้นส่วนไปบริโภค
ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์ และที่ปรึกษาองค์กรไวล์ดเอด กล่าวว่า วิกฤตของฉลามในปัจจุบันรุนแรงกว่าที่หลายคนคิด เพราะที่ผ่านมา ผู้คนจำนวนมากมักเชื่อว่าหากตนเองไม่ได้บริโภคหูฉลาม ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการคุกคามฉลามหรือการทำลายระบบนิเวศทางทะเล แต่ในความเป็นจริง การใช้ประโยชน์จากฉลามในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ได้จำกัดเพียงการบริโภคหูฉลามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น เครื่องสำอาง หรืออาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งทำให้การใช้ชีวิตและการบริโภคของผู้คนในปัจจุบันอาจเกี่ยวข้องกับการใช้ทรัพยากรจากฉลามโดยที่เราไม่รู้ตัว
“แม้หลายคนจะรู้สึกว่าตนเองไม่ได้เกี่ยวข้องกับฉลามหรือทะเลโดยตรง แต่พฤติกรรมการบริโภคในชีวิตประจำวันอาจมีส่วนเชื่อมโยงกับการคุกคามฉลามได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง จึงเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สังคมควรตระหนักและเริ่มลงมือทำบางอย่างเพื่อปกป้องทะเล เพราะผู้คนจำนวนมากต้องการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทะเลอยู่แล้ว เพียงแต่อาจยังไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไร ซึ่งการลดหรือหลีกเลี่ยงการบริโภคผลิตภัณฑ์จากฉลามถือเป็นหนึ่งในวิธีที่มีประสิทธิภาพในการช่วยอนุรักษ์ทะเลและรักษาสมดุลของระบบนิเวศทางทะเลได้อย่างเป็นรูปธรรม” ดร.เพชร กล่าว

ผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามประเทศไทยปี 2566 โดยองค์กรไวล์ดเอดพบว่า การบริโภคหูฉลามของคนไทยที่อาศัยในเขตเมืองทั่วประเทศลดลง 34% ตั้งแต่ปี 2560 หรือเทียบเท่าการเสิร์ฟหูฉลามที่ลดลงไป 8.1 ล้านครั้งตั้งแต่พ.ศ. 2560 แต่การบริโภคหูฉลามยังคงพบมากในโอกาสทางสังคมและงานเฉลิมฉลอง โดยเฉพาะการรับประทานกับครอบครัวในร้านอาหาร (60%) งานแต่งงาน (57%) และการรับประทานกับเพื่อนในร้านอาหาร (46%)
แม้ผลสำรวจพบว่า 88% ของผู้ตอบแบบสำรวจรับรู้ว่า ฉลามมีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล เพิ่มขึ้นจาก 68% ในปี 2560 แต่ยังมีคนเมืองอีก 56% ที่อยากลองรับประทานหูฉลาม และยังพบว่า 1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสำรวจสนใจที่จะลองบริโภคเนื้อฉลาม บ่งชี้ถึงความต้องการในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ
ในปีนี้ องค์กรไวล์ดเอดเตรียมดำเนินกิจกรรมภายใต้โครงการ #ฉลองไม่ฉลาม เพื่อลดความต้องการบริโภคฉลามอย่างต่อเนื่อง โดยจะร่วมมือกับพันธมิตรหลายภาคส่วน ทั้งภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนในการขับเคลื่อนการมีส่วนร่วมผ่าน Team Shark นอกจากนี้
องค์กรได้ทำงานร่วมกับภาครัฐ และภาคีในโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูประชากรฉลามเสือดาว StAR Project Thailand และจะผลักดันในเชิงนโยบายเพื่อเสริมสร้างการตรวจสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์จากฉลามในอนาคต
โครงการรณรงค์ #ฉลองไม่ฉลาม รวมถึงโฆษณา “TeamShark” สร้างสรรค์โดย บริษัท BBDO Bangkok เอเจนซี่โฆษณาระดับโลก เพื่อสนับสนุนการทำงานขององค์กรไวล์ดเอดในการอนุรักษ์ฉลาม
2025
ผลวิจัยล่าสุดพบสารหนูเกินระดับปลอดภัยในขนมสัตว์เลี้ยงฉลามอบแห้ง หวั่นกระทบสุขภาพสัตว์เลี้ยงระยะยาว
กรุงเทพฯ ประเทศไทย, 10 พฤศจิกายน 2568 – สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับองค์กรไวล์ดเอด (WildAid) และโอเชียน บลู ทรี (Ocean Blue Tree) เผยผลการตรวจสอบโลหะหนัก และสารอาหารใน ผลิตภัณฑ์ขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงที่ทำจากฉลาม ประเภทกระดูกอ่อน และฉลามอบแห้งทั้งตัว พบสารหนูในผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ประเภท โดยเฉพาะฉลามอบแห้งทั้งตัว ที่ร้อยละ 50 ของตัวอย่าง มีปริมาณสารหนูที่เกินค่าความปลอดภัย เตือนเสี่ยงกระทบสุขภาพสัตว์เลี้ยงหากบริโภคต่อเนื่องในระยะยาว
การศึกษาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริมาณโลหะหนัก ประเภทสารหนู แคดเมียม และปรอท ในผลิตภัณฑ์ขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงที่ทำจากฉลาม เนื่องจากฉลามเป็นผู้ล่าลำดับต้น ๆ ในห่วงโซ่อาหาร มีแนวโน้มสะสมสารพิษ ในร่างกายสูงกว่าสัตว์น้ำชนิดอื่น รวมถึงศึกษาปริมาณสารอาหารบางชนิด ได้แก่ โซเดียมและแคลเซียม ซึ่งมักถูกใช้ เป็นจุดขายของผลิตภัณฑ์ขนมขัดฟันสำหรับสัตว์เลี้ยง โดยนำผลที่ได้ไปประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพของ สัตว์เลี้ยงจากการบริโภค การศึกษานี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการลดความต้องการบริโภคผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฉลาม โดยเฉพาะขนมสัตว์เลี้ยง ซึ่งภายใต้โครงการดังกล่าวยังรวมถึงการวิจัยดีเอ็นเอเพื่อระบุชนิดของฉลามที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ ดังกล่าวด้วย เพื่อนำผลไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดแนวทางอนุรักษ์ ปรับปรุงกฎระเบียบในการติดตาม การค้าฉลามภายในประเทศในอนาคต
ผลการสำรวจตลาดเบื้องต้นผ่านช่องทางออนไลน์โดยองค์กรไวล์ดเอดในช่วงต้น กลาง และปลาย พ.ศ. 2567 รวม 30 วันพบว่า ณ ช่วงเวลาหนึ่งมีร้านค้าออนไลน์มากกว่า 100 ร้านในประเทศไทยที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าว สอดคล้องกับตลาดผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงในประเทศที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง และพบว่ามีขนมขัดฟันสุนัขและแมวกว่า 10 ชนิด ที่ระบุว่าทำมาจากฉลาม โดยกระดูกอ่อนฉลาม และฉลามอบแห้งทั้งตัว เป็นสินค้าที่พบการจำหน่ายมากที่สุด และมักระบุว่ามีสารอาหารที่สัตว์เลี้ยงต้องการในปริมาณสูง เช่น โปรตีน แคลเซียม และอื่น ๆ ที่เชื่อว่าดีต่อสุขภาพของกระดูก ฟันและข้อต่อ


ทีมวิจัยจาก สจล. นำตัวอย่างกระดูกอ่อนฉลาม 50 ตัวอย่าง และฉลามอบแห้งทั้งตัวจำนวน 12 ตัวอย่าง จากการสุ่มตัวอย่างมาวิเคราะห์ปริมาณสารโลหะหนักประเภทสารหนู แคดเมียม และปรอท พบว่า ตัวอย่างฉลามอบแห้งครึ่งหนึ่ง มีระดับสารหนูเกินค่าความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐานสากล ขณะที่งานวิจัยเชิงทดลองที่ ผ่านมาในต่างประเทศยังพบความเชื่อมโยงของการสะสมของสารหนูในระยะยาวกับความเสี่ยงของการเกิดโรคตับ ไต และโรคทางผิวหนังในสุนัข นอกจากนี้ยังตรวจพบแคดเมียมและปรอทในผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ประเภท แม้จะอยู่ในระดับ ที่ไม่เกินค่าความปลอดภัยตามเกณฑ์มาตรฐานสากล แต่งานวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศยังพบความเชื่อมโยง ของการเกิดโรคในไต โรคระบบประสาท และอาจมีผลต่อกระบวนการสร้างกระดูกทั้งในสุนัขและแมว หากมีการสะสม ในระยะยาว

ผศ. ดร.วัลย์ลดา กลางนุรักษ์ หัวหน้าทีมวิจัยและอาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีการเกษตร สจล. กล่าวว่า “การบริโภคขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงที่ทำจากฉลามในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของสุนัขและแมว เนื่องจากการ สะสมของโลหะหนักในร่างกาย ฉลามเป็นสัตว์ผู้ล่าลำดับต้น ๆ ของห่วงโซ่อาหารและมีอายุยืน ทำให้มีแนวโน้ม ที่จะสะสมสารพิษได้มากกว่าสัตว์ชนิดอื่น ในขณะที่แหล่งแคลเซียมทางเลือก เช่น ปลากระดูกแข็ง จากการศึกษาครั้งนี้ ไม่พบแคดเมียม และปรอท และพบปริมาณสารหนูในระดับต่ำกว่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฉลาม จึงอาจเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่า นอกจากนี้ควรต้องมีการควบคุมระดับโซเดียมอย่างเข้มงวดเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ที่เกิดจากการบริโภคโซเดียมเกินขนาดในสัตว์เลี้ยง”

แนวโน้มการเลี้ยงสัตว์เหมือนลูก (Pet Parenting) กำลังส่งผลให้ความต้องการสินค้า สัตว์เลี้ยงระดับพรีเมียม และสินค้าที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งรวมถึงขนมขัดฟันการสำรวจความคิดเห็น ผู้เลี้ยงสุนัขและแมว จำนวน 419 คน ในกรุงเทพฯ และจังหวัดสำคัญ โดยสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต แบ่งเป็นผู้ใช้ผลิตภัณฑ์จากฉลาม 70% และผู้ไม่ใช้ 30% พบว่า แรงจูงใจในการซื้อขนมขัดฟันจากฉลาม เพราะเชื่อว่ามีคุณค่า ทางโภชนาการที่ดีต่อสุขภาพ ของสัตว์เลี้ยง (67%) และมองว่าการซื้อผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นการแสดงความรักและเอาใจใส่ (38%) แต่ความกังวลด้าน ความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และความยั่งยืนของสินค้าอาจมีผลต่อการตัดสินใจซื้อในอนาคต ทั้งนี้ผู้เลี้ยงยังตระหนักถึง ความเชื่อมโยงระหว่างผลิตภัณฑ์จากฉลามและผลกระทบที่อาจมีต่อระบบนิเวศไม่มากนัก สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็น ในการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เจ้าของสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะผู้เลี้ยงสุนัขซึ่งเป็นกลุ่มผู้มีแนวโน้มจะซื้อสินค้าดังกล่าว
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ไวล์ดเอด ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานด้านการอนุรักษ์ฉลาม พบแนวโน้มที่น่ากังวลของการ จำหน่ายขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงที่ทำจากฉลามในประเทศไทยและพบว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีทั้งแบบที่ระบุบนซองผลิตภัณฑ์ และที่ไม่ระบุว่าทำมาจาก “ฉลาม” โดยอาจเรียกว่า “กระดูกอ่อนปลา” หรือ “กระดูกปลา” ซึ่งอาจทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยง ไม่ทราบว่ากำลังซื้อผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฉลาม นอกจากนี้การสำรวจความคิดเห็นผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยง 50 ราย ในกรุงเทพฯและจังหวัดสำคัญ โดยบริษัท พี.ไอ.วาย.เอ รีเสิร์ช จำกัด พบว่าผู้ขายส่วนใหญ่ขาดข้อมูลแหล่งที่มา ชนิดของฉลาม กระบวนการผลิต และส่วนใหญ่เข้าใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นเพียง “ผลพลอยได้” จากอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารทะเล

ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์และที่ปรึกษาองค์กรไวล์ดเอด เผยว่า “หลายคนเข้าใจว่า ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นผลพลอยได้จากอุตสาหกรรมประมงและคิดว่าการใช้ทุกส่วนของฉลามเป็นสิ่งที่ยั่งยืน แต่นี่คือความเข้าใจ ที่ผิดเพราะในขณะที่ 1 ใน 3 ของชนิดฉลามทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงสูญพันธุ์จากการทำประมง เกินขนาด การใช้ประโยชน์ ทุกส่วนไม่ได้เท่ากับการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนตรงกันข้ามผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจกระตุ้น ความต้องการ ในการจับฉลามเพิ่มขึ้น และขาดแรงจูงใจที่จะหาแนวทางลดการจับฉลามเป็นสัตว์น้ำพลอยได้”
จากการสำรวจตลาดซื้อขายผลิตภัณฑ์ขนมขัดฟันฉลามทางออนไลน์อย่างไม่เป็นทางการโดยองค์กรไวล์ดเอด และการสำรวจความคิดเห็นผู้จำหน่ายโดยบริษัท พี.ไอ.วาย.เอ รีเสิร์ช จำกัด ทำให้เห็นแนวโน้มที่ตรงกันว่า ผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ ไม่มีฉลากระบุชนิดของฉลามและแหล่งที่มาของสินค้า ซึ่งตอกย้ำว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักจะขาดการตรวจสอบย้อนกลับ การให้ขนมเหล่านี้กับสัตว์เลี้ยงจึงไม่ใช่การสนับสนุนแนวทางการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน ขณะที่ปัจจุบันฉลามกว่า 80 ล้าน ตัวถูกฆ่าต่อปีจากการทำประมงเกินขนาดและความต้องการบริโภค โดยประมาณ 1 ใน 3 หรือราว 25 ล้านตัว เป็นชนิดที่เสี่ยง ต่อการสูญพันธุ์อีกด้วย
“ตราบใดที่เรายังไม่สามารถยืนยันได้ว่าผลิตภัณฑ์จากฉลามเหล่านั้น มีแหล่งที่มาจากการทำประมงและการนำเข้า-ส่งออกที่ถูกกฎหมาย มีกระบวนการที่ได้มาตามมาตรฐานจริยธรรม และคำนึงถึงความยั่งยืนทั้งในและระหว่างประเทศ ทางเลือกที่ดีที่สุดก็คือการหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากฉลามโดยสิ้นเชิง” ดร.เพชร กล่าวเสริม
ฉลามมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ล่าที่อยู่ในลำดับต้น ๆ ของห่วงโซ่อาหาร พวกมันช่วยควบคุมประชากรสัตว์น้ำอื่น ๆ ไม่ให้มีมากหรือน้อยเกินไปเพื่อรักษาความสมดุลของระบบนิเวศทะเล และส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพโดยรวม การศึกษานี้ยังเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การบริโภคผลิตภัณฑ์จากฉลามในระยะยาวอาจเป็นภัยต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง และเป็นภัยต่อความยั่งยืนของท้องทะเลอีกด้วย
องค์กรไวล์ดเอดร่วมกับโอเชียน บลู ทรี เตรียมเปิดตัวโครงการรณรงค์เพื่อสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับภัยเงียบ ระยะยาวของขนมขัดฟันสัตว์เลี้ยงจากฉลามที่อาจส่งผลต่อทั้งสัตว์เลี้ยงและประชากรฉลาม พร้อมทั้งมีแผนทำงานร่วมกับ หน่วยงานภาครัฐ เพื่อผลักดันการติดตามและตรวจสอบแหล่งที่มาการค้าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ให้เข้มงวดมากขึ้น
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- ผลวิจัยสจล. ยังพบว่า ปริมาณโซเดียมในตัวอย่างกระดูกอ่อนฉลามสูงกว่าระดับที่แนะนำสำหรับอาหารสุนัขและแมว แบบแห้งถึง 4 เท่า ซึ่งอาจมีความเสี่ยงต่อสุขภาพในระยะยาวหากบริโภคเป็นประจำ ส่วนระดับแคลเซียม พบว่ามีปริมาณสูงเกินกว่าค่าทางโภชนาการสูงสุดที่กำหนดสำหรับอาหารสุนัขและแมวแบบแห้ง ตามมาตรฐานของ สหพันธ์อุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงแห่งยุโรป ซึ่งแม้ว่าการบริโภคในระยะสั้นอาจไม่เป็นอันตรายโดยทันที แต่การได้รับแคลเซียมในระดับที่สูงเกินไปไม่ได้ให้ประโยชน์เพิ่มเติมต่อสุขภาพสัตว์เลี้ยง
- ปัจจุบัน 1 ใน 3 ของชนิดพันธุ์ปลาฉลามและกระเบนทั่วโลกตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์จากการทำประมงมาก เกินขนาด เพราะความต้องการนำทุกชิ้นส่วนไปบริโภค
- ผลการศึกษา “Global shark fishing mortality still rising despite widespread regulatory change” ประเมินว่า จำนวนปลาฉลามที่ถูกฆ่าเพิ่มขึ้นจาก 76 ล้านตัว เป็น 80 ล้านตัว ระหว่างปี 2012-2019 ในจำนวนนี้ ราว 25 ล้านตัว เป็นฉลามที่มีสถานภาพเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์
- ดาวน์โหลดรายงาน Thailand’s Demand For Sharks Persists โดยองค์กรไวล์ดเอด https://wildaid.org/wp-content/uploads/2024/07/Final-Report_version-1.1.pdf
2024
องค์กรไวล์ดเอดเผยผลสำรวจพบ คนเมืองกินหูฉลามลดลงราว 34% ขอบคุณคนไทยที่ #ฉลองไม่ฉลาม
เนื่องในวันรู้จักฉลาม องค์กรไวล์ดเอด (WildAid) เปิดเผยรายงานผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามและเนื้อฉลามในประเทศไทย พ.ศ. 2566 จัดทำโดยบริษัทวิจัยแรพพิด เอเชีย (Rapid Asia) พบว่า คนไทยในเขตเมืองกินหูฉลามลดลงร้อยละ 34 ในช่วง 6 ปีมานี้ หรือเทียบเท่า การเสิร์ฟหูฉลามที่ลดลงไป 8.1 ล้านครั้ง
2024
ไวล์ดเอดเปิดตัวโครงการวิทยาศาสตร์พลเมือง “Spot the Leopard Shark – Thailand” ในงาน Thailand Dive Expo (TDEX) 2024 ชวนนักดำน้ำอัปโหลดภาพถ่ายฉลามเสือดาว
ไวล์ดเอดเปิดตัวโครงการวิทยาศาสตร์พลเมือง “Spot the Leopard Shark – Thailand” ในงาน TDEXชวนนักดำน้ำอัปโหลดภาพถ่ายฉลามเสือดาว
2024
“องค์กรอนุรักษ์ยื่นหนังสือชวนรัฐสภา #ฉลองไม่ฉลาม เลิกเสิร์ฟเมนูฉลามในทุก ๆ โอกาส”
องค์กร WildAid และ Love Wildlife ยื่นหนังสือเปิดผนึกถึงรัฐสภาเพื่อขอความร่วมมือให้เลิกเสิร์ฟหูฉลามในรัฐสภา